เด็กน้อยนักเรียน

เด็กน้อยนักเรียน
เด็กๆกับวัยเรียนรู้
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เพลงพื้นบ้าน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เพลงพื้นบ้าน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555

เพลงกล่อมเด็กภาคใต้

เพลงกล่อมเด็กภาคใต้
เพลงโผกเปล
                    โผกเปลเหอ                            โผกไว้ช่อฟ้าปาขี้ลม
                    เทโวเทวาหกเจ็ดองค์                มาห่มรักน้องก้าไม่หวย
                    ลมพัดมาไม่โถกต้อง                 มาห่มรักน้องอยู่รวยรวย
                    ลมพัดไม่หวย                          ต้องด้วยความรัก..(เอ้อเหอ)..น้อง
                    ศัพท์ โผกเปล = ผูกเปล                ปาขี้ลม = ท่ามกลางหมู่เมฆ
                            ไม่หวย = ไม่หวั่นไหว          โถก = ถูก
             วิจารณ์  ความหมายของเพลงพื้นบ้านนับว่าลึกซึ้งยิ่ง กล่าวเป็นโวหารแบบกวีและความสำคัญคล้าย ๆ กับโคลงนิราศนรินทร์บทที่ว่า
                    โอ้ศรีเสาวลักษณ์ล้ำ                 แลโลม โลกเอย
                    แมัว่ามีกิ่งโพยม                       ยืนหล้า
                    แขนขวัญนุชชูโฉม                    แมกเมฆ ไว้แม่
                    กีดบ่มีกิ่งฟ้า                            ฝากน้องนางเดียว
                ความคิดในโคลงที่ว่าแม้มีกิ่งโพยม ยืนหล้า แขนขวัญนุชชูโฉม แมกเมฆ-ไว้แม่ตรงกับความคิดในเพลงกล่อมเด็กว่าโผกเปลเหอ โผกไว้ช่อฟ้าปาขี้ลม” เพราะผูกเปลในที่นี้หมายถึง ผูกรัก และ ปาขี้ลม   ก็หมายถึงหมู่เมฆ ต่างกันแต่ในเพลงกล่อมเด็กเปรียบโลดโผนกว่าในคำโคลง เพราะเพลงกล่อมเด็กได้เปรียบเพิ่มให้มีเทวาถึง ๗ ซึ่งหมายมีมากกว่า ๖ ชั้นฟ้าหรือมากกว่าเทวาในฉกามาวจรตามที่ในวรรณคดีไทยกล่าว ๆ กันไว้ และว่าถึงกระนั้นเทวดาเหล่านั้นก็ยังไม่มีอำนาจมาทำลายรบเร้าให้ความรักของน้องหวั่นไหวได้ ไขความ เพลงบทนี้อาจถอดความได้ดังนี้ ความรักที่มั่นคงของน้อง เปรียบเสมือน ผูกเปลไว้กับหมู่เมฆในห้วงอากาศอันสูงส่ง แม้จะมีเทวดาทั้งหกชั้นฟ้าเจ็ดชั้นฟ้ามารุมเร้ากลั่นแกล้งด้วยจงใจ รักน้องก็หาหวั่นไหวไม่ จะรักนาลสงวนงามไว้เพื่อพี่เพียงคนเดียว ลมปากทั้งปวงอย่าหมายว่าจะก่อให้ใจน้องต้องมลทินแม้แต่เพียงระคายผิว
               
เพลงลมพัด
                         ลมพัดเหอ                         พัดมาวอกแวก
                         อกน้องเหมือนจะแตก           ใครเลยจะเข้ามาล่วงโร้
                         ถ้าเป็นน้ำเต้าหรือขี้พร้า         จะเผาให้คนแลกันโฉโฉ
                         ใครเลยจะเข้ามาล่วงโร้         ในอกในทรวงน้อง..เอ้อ...เหอ
                         ศัพท์   โร้ = รู้   ขี้พร้า = ฟักเขียว   โฉโฉ = ฉาวโฉ่
               ไขความ   คำคนหนอคำคนช่างยังผลให้อารมณ์คนวอกแวกหวั่นไหวได้เหมือนสายลม อกน้องเหมือนจะแตกตาย (เกิดเป็นหญิงนี้ยากที่จะบอกความในใจกับใครได้) ใครเลยจะมาล่วงรู้ หากใจนี้สามารถผ่าให้คนดูได้เหมือนฟักเขียวหรือน้ำเต้าก็จะผ่าให้ดู แต่นี่ความรักมันอยู่ก้นลึกของหัวใจ จนใจแท้
               วิจารณ์ เพลงบทนี้นอกจากจะเปรียบเทียบง่ายแต่คมคายลึกซึ้ง แล้วยังสะท้อนให้เห็นด้วยว่า หญิงไทยใต้นั้นต้องประหยัดทั้งเนื้อทั้งตัวและวาจา จะบอกฝากรักใครง่าย ๆ ไม่ได้ ลางทีแม้คำพูดจะเป็นเหตุให้กลัดกลุ้มปานอกจะแตกตายก็ต้องทน

เพลงปลูกมัน
                         ไปไหนเหอ                        พาน้องไปกัน
                         ถางไร่โปลกมัน                   มันไม่ลงหัว
                         แผ่นดินหมั่นดี                     แต่มันหมั่นชั่ว
                         มันไม่ลงหัว                        สาวย่านไห้วัว..เอ้อ..เหอ..กิน
               วิจารณ์ เพลงกล่อมเด็กบทนี้เปรียบเทียบแนวจิตวิทยาเกี่ยวกับนิสัยของคนว่า คนไม่ดีโดยนิสัยชั่วนั้นเหมือนพันธุ์มันที่ไม่ดี ไม่ว่าจะปลูกในที่ดินชนิดไหนย่อมไม่เกิดผล คือไม่ว่าคนนั้นจะไปอยู่ในสถานที่ใดในภาวะอย่างไรก็เอาดีไม่ได้ รังแต่จะตกเป็นอาหารของคนอื่นเหมือนมันที่ไม่ลงหัวนั้นในที่สุดก็ต้องสาวย่านถอนต้นให้เป็นอาหารของสัตว์                                       (สาวย่านให้วัวกิน)ไม่มีคุณต่อผู้ปลูกฝังชุบเลี้ยง ข้อความในวรรคที่ว่าไปไหนพาน้องไป กันนั้นเตือนให้คิดว่า คนนั้นไปไหนไม่ไปแต่ตัว แต่เอานิสัยตามตัวไปด้วยทุกแห่งหน
                        
เพลงนกเขียว
                         นกเขียวเหอ                       เกาะเรียวไม้พุก
                         พ่อแม่อยูหนุก                     โลกไปใช้นาย
                         ฝนตกฟ้าร้อง                      พ่อแม่เขาอยูหนุกบาย
                         โลกไปใช้นาย                     นั่งกินแต่น้ำตา
                         ศัพท์ ไม้พุก=ไม้ผุ   หนุก=สนุก   โลก=ลูก   ใช้นาย=เป็นทาสเขา           บาย=สบาย
               ไขความ เพลงกล่อมเด็กบทนี้สะท้อนให้เห็นสภาพสังคมไทยในสมัยมีทาส พ่อแม่ที่ยากจนไม่อาจเลี้ยงลูกให้ได้รับความสุขได้ คำกล่าวที่ว่าพ่อแม่คือร่มโพธิ์ร่มไทรของลูกก็กลายเป็นเหมือนเรียวไม้ผุไป ต้องขายลูกไปเป็นทาสเขา ลูกต้องทนรับกรรม ส่วนพ่อแม่กลับอยู่อย่างสนุกสนาน
               วิจารณ์ เพลงกล่อมเด็กบทนี้ถ้าจะประเมินคุณค่าทางวรรณศิลป์ ควรจัดว่ามีคุณค่าสูง เพราะมีโวหารเปรียบเทียบคมคาย ใช้โวหารสวมลักษณะของสิ่งหนึ่งให้กับอีกสิ่งหนึ่ง เปรียบนกเขียวกับลูกที่ยังต้องการพึ่งพ่อแม่ เปรียบ เกาะ กับการพึ่งพาอาศัย เปรียบเรียวไม้พุก
กับพ่อแม่ที่ลูกพึ่งพาไม่ได้ เปรียบ ฝนตกฟ้าร้อง กับความทุกข์ยากลำบากทั้งปวง นับว่าผู้แต่งใช้ธรรมชาติใกล้ตัวเป็นสัญลักษณ์ตามแบบฉบับของกวี ประสมกับบรรยากาสที่ชวนให้ผู้ฟังมีอารมณ์เศร้า ทิ้งข้อคิดให้เห็นสภาพความเหลื่อมล้ำของสังคมในสมัยนั้น ผู้แต่งเพลงบทนี้ได้ทำหน้าที่ของนักแต่งคือพูดแทนคนที่พูดไม่ได้
               

 เพลงขึ้นเหนือ
                         ขึ้นเหนือเหอ                      แลเรือเกยหาด
                         โปลกหลาตักบาตร               น้ำแห้งเห็นทราย
                         กุ้งกั้งแมงดา                       บินมาพลอยตาย
                         น้ำแห้งเห็นทราย                 พลอยตายด้วยเรือใหญ่
               ศัพท์ โปลกหลา=สร้างศาลา  
               ไขความ เพลงกล่อมเด็กบทนี้ เป็นบทที่มีความเชิงล้อเลียนสังคม กล่าวตำหนิ ผู้นำ หรือ เรือ” หรือ เรือใหญ่” (ตรงกับภาษากลางเรียกว่า หัวเรือใหญ่ ) ตำหนิผู้นำที่ทำอะไรนอกรีตนอกรอยผิดทำนองคลองธรรม แต่มักทำอะไรเอาหน้าให้คนอื่นหลงผิด คนพวกนี้เมื่อหมดอำนาจความชั่วก็จะปรากฏ (น้ำแห้งเห็นทราย) พวกผู้น้อยก็มักพลอยเสียหาย
               วิจารณ์ บทนี้มีโวหารและสัญลักษณ์แบบวรรณคดีเช่นเดียวกับบทแรก วิธีการเปรียบนับว่าแยบยล โดยปรกติเรือย่อมแล่นอยู่ในน้ำ แต่ในบทนี้เขียนเป็นเชิงเย้ยเยาะเรือที่แล่นบนบก ( เหนือ ของภาคใต้หมายถึงที่มีเขามีดอย ) อันเปรียบได้กับคนที่ประพฤติตนขัดกับประเพณีนิยมหรือฝืนจารีต ผลที่สุดมักไปจอดติดประจานให้คนตำหนิว่าเป็นคนทำอะไรขาดสติ
               คำเปรียบในบทนี้ยังเข้ากับสำนวนไทยเกือบทุกวรรคคือ “เรือในที่นี้หมายถึงผู้นำตรงกับ หัวเรือใหญ่” “โปลกหลาตักบาตรตรงกับสำนวนไทย ทำบุญเอาหน้า” “ น้ำแห้งเห็นทรายตรงกับสำนวนว่าน้ำลดตอผุด” “พวกแมงดาบินมาพลอยตายตรงกับสำนวนที่ว่า พวกพลอยฟ้าพลอยฝน” (เพราะแมงดามาพร้อมกับฝนแรก) นับว่าเพลงกล่อมเด็กบทนี้เป็นเหมือนผู้เตือนสติผู้นำและผู้ตามทั้งหลายให้ตระหนักว่าความชั่วที่แฝงปลอมมาในความดีนั้น จะมีค่าและคงอยู่ได้จริงหรือ
              
เพลงลูกสาว       
                         ลูกสาวเหอ                        โลกชาวเรินออก
                         หัวนมผึ้งออก                     บอกพ่อว่าเป็นฝี
                         พ่อแม่ไปหาหมอมารักษา      หมอว่าอ้ายยะเต็มที
                         บอกพ่อว่าเป็นฝี                  โลกสาวชาวเรินออก
              ศัพท์ โลกสาว=ลูกสาว    เรินออก=บ้านถัดไปทางทิศตะวันออก
              ไขความ เพลงบทนี้กล่าวถึงเด็กสาวที่ไม่เข้าใจการพัฒนาของร่าวกาย จึงหวาดกลัวเมื่อเห็นความผิดปรกติของร่างกาย
               วิจารณ์ ถ้าเราพิจารณาบทเพลงนี้อย่างลึกซึ้ง จะเห็นว่าชาวบ้านก็สนใจจิตวิทยา 
กับพัฒนาการวัยรุ่นมานานแล้ว คงจะได้ขบคิดถึงปัญหานี้เหมือนกันว่าการที่พ่อแม่ไม่ได้ แนะนำให้ลูกเข้าใจถึงความเจริญทางร่างกาย แต่กลับเห็นว่าการที่จะพูดถึงเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าละอาย น่าเกลียดนั้น บางทีก็มีผลเสีย เพราะอาจจะทำให้เด็กแสดงออกในรูปอื่นที่น่าละอายกว่า แทนที่จะละอายกันเพียงในระหว่างพ่อแม่กับลูก กลับพาให้ต้องขายหน้าชาวบ้าน
               เพลงบทนี้จึงสะท้อนให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่และการเลี้ยงดูปกครองลูกสาวของชาวบ้านว่าเป็นอย่างไร คติอีกข้อหนึ่งที่ได้จากเพลงบทนี้คือ การแก้ปัญหาใด ๆ ควรแก้ให้ตรงจุด และควรสุขุมรอบคอบ มิฉะนั้นเรื่องเล็กก็จะพลอยเป็นเรื่องใหญ่ ใครที่เข้าใจก็อาจจะหัวเราะเยาะได้ ยิ่งผู้มีหน้าที่ปกครองคนด้วยแล้ว เมื่อผู้น้อยบอกเล่าอันใด ควรสอบถาม   สืบสาวหาเหตุผลก่อน เพราะบางทีเขาอาจจะทำให้เราพลอยอับอายได้
                        
เพลงดอกเมละ
                         ดอกเมละเหอ                     น้องคือนางดอกเมละ
                         บานเหมือนอี้เปละ               ลอยอยู่ในเลขี้ผึ้ง
                         ขนตกกะไม่ต้อง                  ฟ้าร้องกะไม่ถึง
                         ลอยอยู้ในเลขี้ผึ้ง                 สาวน้อยคำนึงใจ
               ศัพท์ ดอกเมละ=ดอกมะลิ   อี้เปละ=บานเต็มที่จวนจะร่วงหล่นแล้ว เล=ทะเล คำนี้ตัดมาจาก ชเล   ขนตก=ฝนตก
               ไขความ เพลงบทนี้กล่าวถึงจิตวิทยาวัยรุ่นอีกบทหนึ่ง พูดถึงอารมณ์ว้าเหว่ของเด็กสาวคราวมีประจำเดือน ไข่ในมดลูกกำลังสุกจวนหล่นเต็มอยู่ในมดลูก (ในเลขี้ผึ้ง) เมื่อเด็กมีความรูสึกทางเพศเต็มที่เพราะต่อมทางเพศกระตุ้นเตือน แต่ยังไม่ถึงคราว เพราะเรามีประเพณีวัฒนธรรมเป็นเครื่องครองใจไม่ให้ทำอะไรตามความต้องการของอารมณ์เบื้องต่ำ สาวน้อยผู้นี้จึงได้แต่ถวิลอยู่ในใจตามธรรมชาติของสัตว์โลกที่เจริญแล้ว
               วิจารณ์ การแสดงออกอันเกี่ยวกับเรื่องเพศ คนไทยยังถือกันว่าเป็นเรื่องน่าบัดสีไม่ควรกล่าวถึงทั้ง ๆ ที่สิ่งเหล่านี้คือความจริงที่ทุกคนควรรู้ควรเข้าใจและเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของชีวิตทางโลก ดังนั้นกวีไทยที่แสดงบทอัศจรรย์ก็ดี นักแต่งเพลงกล่อมเด็กชาวใต้ ก็ดี ต้องแสดงออกอย่างแนบเนียนโดยโวหาร ยกเอาสิ่งอื่นมาพูดแทนเทียบเคียง ผู้อ่านผู้ฟังต้องเข้าใจเอาเอง อันนี้เป็นวรรณศิลป์ที่ทุกคนจะเข้าใจและซาบซึ้งไม่เท่ากัน

เพลงรักนุช
                         รักนุชเหอ                          สิ้นสุดพี่รักเจ้าหนักหนา
                         เหมือนเจ้าอุณรุทธ์รักอุษา      นางสีดารักพระรามไม่คลายใจ
                         พระศรีสุธนทรงศักดิ์รักโนรา   เหมือนตัวของข้ารักเจ้าหน้าใย
                         ทำปรือนางเนื้อเย็นจะเห็นใจ  หกใสว่าพี่รักคนเอิน
                        
                         ศัพท์ ทำปรือ = ทำอย่างไร        หกใส่ = ใส่ความ
                                 คนเอิน = คนอื่น
             
              วิจารณ์ เพลงบทนี้มีกวีโวหารลักษณะกล่าวรำพันรักอย่างผู้มีภูมิ โดยนำเอาความรักของตัวละครเรื่องเอก ๆ มาอ้าง ลักษณะเช่นนี้หาอ่านได้แต่เฉพาะในวรรณคดีเรื่องเด่น ๆ เท่านั้น   อีกสิ่งหนึ่งที่เพลงบทนี้สะท้อนถึง คือแสดงว่าผู้แต่งเพลงกล่อมเด็กปักษ์ใต้สนใจงานของกวีและมีอารมณ์กวี เพลงกล่อมเด็กเกือบทุกบทจึงเจือลงด้วยอารมณ์และงามด้วยความคิดควรแก่การศึกษา

เพลงนางแม่
                         นางแม่เหอ                        ที่เลี้ยงโลกมารักษายาก
                         พอโลกตกฟาก                   บนควายเขาทอง
                         เดือนเสเดือนห้า                  โนรามาแก้เมลยน้อง
                         บนควายเขาทอง                 ให้ช่วยชีวิตโลก
               ศัพท์ เดือนเส= เดือนสี่                  แก้เมลย = แก้บน
               วิจารณ์ เพลงกล่อมเด็กบทนี้มีคุณค่าหลายด้านคือ
                . สะท้อนให้เห็นถึงภูมิธรรม คือชี้ให้เห็นความยากลำบากของแม่ที่เลี้ยงลูก และให้เห็นว่าแม่รักและห่วงลูกเพียงใด
                . สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องความเชื่อทางไสยศาสตร์ มีการนับถือทวยเทพ และต้องมีการบวงสรวง อันแสดงว่าความเชื่อตามแบบศาสนาพราหมณ์มีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของชาวปักษ์ใต้
                  . สะท้อนให้เห็นว่าในระหว่างเดือนสี่เดือนห้านั้นเป็นเทศกาลที่ชาวใต้นิยมจัดงานแก้บน และในงานแก้บนนั้นนิยมรับโนรามาเล่นฉลอง การบนบานก็จะให้ของมีค่า หายากเป็นเครื่องพลีแก้บน เช่น วัวหรือควายเขาทอง ( เมื่อแก้จริงก็จัดฆ่าวัวควายธรรมดาแต่เอาแหวนหรือกำไลทองมาสวมเขา เอาเคล็ดเท่านั้น )

นางนกเหวก
        คือน้อง เหอ …… คือนางนกเหวก  บินสูงเทียมเมฆ  ข้ามเขาสาคร  หัวปีกลาย ลาย  
            พี่ชายไว้ทำหัวหมอน  ข้ามเขาสาคร  หัวหมอนนางนกเหวก …… เหอ ………
ศัพท์    นกเหวก    =  นกการะเวก    

นอน
นอนเสีย น้องนอน ……… เหอ ……….  หว่างบ้านเมืองคอนเขาไม่วุ่น  ปีนี้ว่าสนุก ปีหน้ามันสนุกยิ่งหวา   เงินทองเสื้อผ้า ไม่พักหามันมาเอง เหอ ……………..
ศัพท์    หว่าง =  ระหว่าง  ยิ่งหวา = ยิ่งกว่า    

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555

คำถาม - คำตอบ แบบทดสอบ เพลงพื้นบ้าน

เพลงพื้นบ้าน
คำสั่ง  ให้ทำเครื่องหมายกากบาท (x) ที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว 10 ข้อ

1. กำเนิดของเพลงพื้นบ้านเริ่มตั้งแต่เมื่อใด
     ก.  ก่อนศิลาจารึก
     ข.  รัชกาลที่ 1  กรุงรัตนโกสินทร์
     ค.  สมัยพระนารายณ์มหาราช
     ง.  สมัยพระนเรศวรมหาราช
6. รัชกาลที่ 6 ทรงส่งเสริมเพลงพื้นบ้านอย่างไร
     ก.  ทรงบรรจุบททำนองเพลงปรบไก่ไว้ในพระราชนิพนธ์
     ข.  ทรงบรรจุบททำนองเพลงไว้ในละครนอก
     ค.  ทรงบรรจุสำนวนบทละครปรบไก่ไว้ในโขน
     ง.  ทรงบรรจุสำนวนบทละครปรบไก่ไว้ในเรื่อง ศกุนตลา
2. การขับร้องเพื่อความบันเทิงจะมีอะไรเข้ามาเพิ่ม
     ก.  จังหวะดนตรีแดนซ์
     ข. จังหวะดนตรีปลุกใจ
     ค.  จังหวะดนตรีสมัยใหม่
     ง.  จังหวะดนตรีท้องถิ่น
7.  เพลงทรงเครื่องเรียกอีกอย่างว่าอะไร
     ก.  เพลงทรงยศ
     ข.  เพลงเครื่องทรง
     ค.  เพลงส่งเครื่อง
     ง.  เพลงส่งเสริม
3. เพลงเทพทองเป็นของวัดใด
     ก. วัดพระพุทธบาท
     ข. วัดท่าทราย
     ค.  วัดพระแก้ว
     ง.  วัดแจ้ง
8. เพลงใดเป็นเพลงปฏิพากย์
     ก.  เพลงพวงมาลัย
     ข.  เพลงพิษฐาน
     ค.  เพลงฉ่อย
     ง.  ถูกทุกข้อ
4. ยุคทองของเพลงพื้นบ้าน คือ
     ก. สมัยอยุธยา
     ข.  สมัยรัตนโกสินทร์
     ค.  สมัยรัชกาลที่ 1 - 5
     ง.  สมัยรัชกาลที่ 6 - 9
9.  เพลงประกอบการละเล่นที่นิยมเล่นตอนบ่ายคือ
     ก.  เข้าทรงแม่ศรี
     ข.  นางสาก
     ค.  เพลงระบำ
     ง.  นางควาย
5. หลักฐานว่าเพลงเทพทองเก่าแก่ที่สุดอยู่ในสมัยใด
     ก.  สมัยอยุธยาตอนต้น
     ข.  สมัยอยุธยาตอนปลาย
     ค.  สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
     ง.  ถูกทุกข้อ
10.  ภาคอีสานนิยมนำนิทานมาร้องเล่นเป็นเรื่องเรียกว่า
     ก.  ลำพื้น
     ข.  ลำเพลิน
     ค.  ลำหมู่
     ง.  ถูกทุกข้อ


เฉลยเพลงพื้นบ้าน

1.        
2.        
3.        
4.        
5.        
6.        
7.        
8.        
9.        
10.      





เพลงพื้นบ้าน
คำสั่ง  จงตอบคำถามต่อไปนี้ 10 ข้อ
1.            ในสมัยอยุธยาได้กล่าวถึงเพลงเทพทองไว้อย่างไร…………………………………………

2.            ฉ่อยกับข้าวเพชฌฆาตเป็นเพลงของใคร.............................................................................

3.            แหล่บวชนาคเป็นเพลงของใคร..........................................................................................

4.            เพลงร้องเล่น ได้แก่............................................................................................................

5.            เพลงกล่อมเด็กอยู่ในประเภทใด........................................................................................

6.            เพลงสั้น ได้แก่เพลงอะไรบ้าง...........................................................................................

7.            เพลงที่เล่นได้ทั่วไปไม่จำกัดเวลา คือ..................................................................................

8.            กลอนหัวเดียว คือ………………………………………………………………………...

9.            เพลงชุดใหญ่ประกอบไปด้วย............................................................................................

10.    เพลงพื้นบ้านไทย แสดงออกถึง..........................................................................................


เฉลยเพลงพื้นบ้าน

1.         เป็นเพลงโต้ตอบที่เป็นมหรสพชนิดหนึ่ง
2.         ขวัญจิต  ศรีประจันต์
3.         ไวพจน์  เพชรสุพรรณ
4.         โยกเยกเอย, ฝนตกแดดออก, ฝนตกแดดออก  นกกระจอกเข้ารัง
5.         เพลงกล่อมเด็ก
6.         เพลงระบำ  เพลงพิษฐาน เพลงสงฟาน
7.         เพลงสำหรับเด็ก เพลงอีแซว เพลงเทพทอง เพลงระบำบ้านนา ฯลฯ
8.         กลอนที่ลงท้ายด้วยสระชนิดเดียวกัน
9.         ชุดลักหาพาหนี ชุดสู่ขอ ชุดชิงชู้ ชุดตีหมากผัว
10.       แสดงออกถึงความสามัคคี รื่นเริงตามแบบแผนวัฒนธรรมโบราณ





เพลงพื้นบ้าน
คำสั่ง  ให้นักเรียนนำอักษรหน้าข้อความทางขวามือมาใส่หน้าข้อความทางซ้ายมือให้ถูกต้อง


................ 1.
เพลงอีแซวชุดหมากัด
. มีภาษาถิ่นปะปนอยู่
................ 2.
เพลงอีแซว 40
. เพลงที่ใช้ร้องโต้ตอบกัน
................ 3.
เพลงฉ่อย
. ลำเต้ยโขง ลำเต้ยพม่า ลำกลอน ฯลฯ
................ 4.
ลักษณะเด่นของเพลงพื้นบ้าน
. เอกชัย ศรีวิชัย
................ 5.
เพลงปฏิพากย์
. จ๊อย ซอพม่า ซอล่องน่าน ฯลฯ
................ 6.
เพลงปฏิพากย์ภาคกลาง
. เนื้อเพลงยาว
................ 7.
เพลงปฏิพากย์ภาคเหนือ
. เพลงบอก
................ 8.
เพลงปฏิพากย์ภาคอีสาน
. เพลงบอก เพลงนา
................ 9.
เพลงปฏิพากย์ภาคใต้
. เสรี  รุ่งสว่าง
................ 10.
นิยมเล่นกันในระหว่างสงกรานต์
. เพลงพวงมาลัย เพลงเรือ เพลงอีแซว เพลงเหย่อย ฯลฯ






เฉลยเพลงพื้นบ้าน

1.        
2.        
3.        
4.        
5.        
6.        
7.        
8.        
9.        
10.